10 ภาพยนตร์มายากลที่คุณไม่ควรพลาด

Last update : 2018-11-15 17:34:18

มายากลคือศิลปะการแสดงชนิดหนึ่งที่ผู้แสดงใช้ทักษะลวงตาผู้ชมในการทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ด้วยความคล่องแคล่วรวดเร็วหรือด้วยอุปกรณ์ช่วยตบตาคนดู ทำให้การแสดงของเขาน่าทึ่งราวกับมีเวทมนตร์ โดยปกติเราอาจจะคุ้นเคยกับการแสดงบนเวทีหรือตามข้างถนน แต่ในหลายครั้งก็ได้มีการนำบทบาทนักมายากลมาสร้างเป็นตัวละครเอกในหนัง รวมถึงการปั้นโชว์ยิ่งใหญ่เป็นมายากลเว่อร์วังอลังการในหนังดังยุคปัจจุบัน

การแสดงกลทุกชุดจะประกอบด้วยโครงสร้างสามส่วนคือ 1) The Pledge นักมายากลจะเริ่มต้นโชว์สิ่งของธรรมดาทั่วไป 2) The Turn คือนักมายากลจะนำสิ่งของธรรมดาชิ้นนั้นทำให้เกิดความน่าทึ่งเช่นทำให้มันหายไป และ 3) The Prestige คือส่วนที่ยากที่สุดคือการนำของที่หายไปให้กลับคืนมา ลิสต์นี้จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปดูกันได้เลยครับ

10 | Make Believe (2010)

อันนี้เป็นสารคดีตามติดชีวิต 6 วัยรุ่นสุดยอดนักมายากลที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าแข่งขันมายากลรายการ Teen World Champion ซึ่งกลของพวกเขาเป็นโชว์เล็ก ๆ สำหรับเล่นคนเดียว ตอนแสดงก็ยังมีผิดพลาดบ้าง แต่บอกได้อย่างหนึ่งว่ามันน่าดูเพราะคือมายากลของจริงที่วัยรุ่นกลุ่มนี้แสดงกันด้วยความมั่นใจและมีสไตล์เอกลักษณ์การโชว์ของตัวเอง

ชอบอย่างหนึ่งตอนที่เด็กญี่ปุ่นบอกว่ามายากลมันไม่มีกำแพงด้านภาษา เขาเลยใช้มายากลเพื่อสื่อสารผูกมิตรกับคนต่างชาติ แล้วดูจากเบื้องหลังตอนฝึกซ้อมนี่บอกได้เลยว่าเด็ก ๆ กลุ่มนี้ทักษะดีกันทุกคนเพียงแต่การแสดงอาจจะยังดูเป็นมือสมัครเล่นตามวัยมากกว่าจะเป็นโชว์เก๋าเกมแบบผู้ใหญ่เล่นกล ถ้าใครสนใจจะดูเรื่องนี้อาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะต้องดูเสียงอังกฤษแบบไม่มีซับ

9 | The Magician (1958)

 

หนังเล่าถึงกลุ่มนักมายากลที่ป่าวประกาศว่าตัวเองมีโชว์เหนือธรรมชาติ จึงถูกกลุ่มขุนนาง, ตำรวจและคุณหมอ เชื้อเชิญมาจับผิดว่าแท้จริงแล้วมันคือมายากลและวิทยาศาสตร์ผสมกัน

เตือนก่อนว่าหนังเอื่อยมากกกกกก ขนาดอ่านรีวิวต่างประเทศมาแล้วว่าหนัง slow ยังรู้สึกว่ามันยืดอยู่เลย ความยาว 100 นาทีถ้านับเวลาเล่าเรื่องจริง ๆ อาจไม่ถึง 30 นาทีด้วยซ้ำ สาระสำคัญของหนังมันอยู่ที่การจับผิดนักมายากล จับผิดการแสดง แล้วก็ทริคของการล้างแค้นตอนจบ ซึ่งมันไม่ใช่มายากลแท้ ๆ แบบมายากลผสมวิทยาศาสตร์ มันออกแนวมายากลผสมเรื่องลึกลับเหนือจริง มีสะกดจิต มีกลที่ไม่ยอมเฉลย ถึงหนังจะพยายามพูดถึงว่าเป็นภาพลวงตา ใช้กระจก ใช้ภาพซ้อนก็เถอะ แต่เล่าออกมาไม่เห็นภาพเลยว่ามันคือมายากล ตอนดูยังไงก็รู้สึกว่ามันเป็นเวทมนตร์มากกว่า

คือหนังพูดถึงชีวิตนักมายากลแบบเดียวกับ The Prestige ตรงที่ว่าผู้แสดงต้องเสียสละการดำเนินชีวิตบางอย่างเพื่อจะได้ปกปิดตัวตนตัวเองเวลาแสดง อย่างกรณีในหนังคือการแปลงโฉมหญิงสาวแสนสวยแล้วเปลี่ยนสถานะจากภรรยาเป็นเพียงแค่ลูกศิษย์ รวมถึงตัวเอกที่ต้องแกล้งเป็นใบ้เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น

8 | The Incredible Burt Wonderstone (2013) 

"หนังมายากลอารมณ์ดี ที่แฝงข้อคิดบางๆ ให้เราได้มีความบันเทิงกันบ้าง"

หนังอเมริกันคอเมดี้ที่ว่าด้วยเรื่องของ 'เบิร์ท วันเดอร์สโตน' (Steve Carell) และ 'แอนตัน มาร์เวลตัน' (Steve Buscemi) สองคู่หูนักมายากลที่โด่งดังมากที่สุดในลาสเวกัส เขาทั้งสองหลงรักมายากลมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขและผ่านร้อนผ่านหนาวกันมามาก หากดูจากภายนอกอาจจะมองว่าทั้งคู่ยังรักและปรองดองกันดีแต่ในความจริงแล้วทั้งคู่มีความบาดหมางและขัดแย้งภายในกันเอง แต่ในครั้งนี้เขาจะมาเกลียดกันเองหรือแข่งกันเองไม่ได้แล้ว เพราะว่ามีนักมายากลหน้าใหม่ที่กำลังรอล้มอำนาจพวกเขาอยู่ นั่นก็คือ 'สตีฟ เกรย์' (Jim Carrey) นักมายากลสายพันธุ์ใหม่ที่มีการนำเสนอกลที่แปลกตาไปกว่าเดิม และคราวนี้สองคู่หูจำเป็นต้องกลับมาปรองดองกันเพื่อครองตำแหน่งนักมายากลที่โด่งดังที่สุดต่อไปให้ได้

ถ้าคุณดูและคาดหวังว่าจะได้ความลุ้นระทึกและตื่นตาตื่นใจเหมือนเราไปดูมายากลแบบถ่ายทอดสดล่ะก็หนังเรื่องนี้คงไม่ตอบโจทย์คุณเท่าไร แต่หนังเรื่องนี้เป็นหนังคอเมดี้เบาสมองที่พร้อมสอดแทรกกลิ่นอายความน่ารักของแต่ละตัวละครออกมาให้เราได้พอยิ้มไปกับมันได้ ถึงแม้จะไม่มีกลที่ชวนหวือหวาให้เราดูสักเท่าไรแต่หนังเรื่องนี้ก็นำเสนอกลและทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเคยเห็นกันมาตอนเด็กอย่างเช่น กลของหาย, การควงเหรียญบนนิ้ว, และรวมมายากลสมัยเด็ก ๆ เอาไว้มากมายเลยทีเดียว อีกทั้งความน่ารักของตัวละครที่ล้อไปกับกลิ่นอายมายากลแบบเก่าทำให้บางฉากเราพลอยยิ้มตามไปในตัว 

7 | Death Defying Acts (2007)

ตอนเปิดเรื่องนี่น่าสนใจตรงที่หนังพูดถึงมายากลร่างทรงในฐานะนักต้มตุ๋น พวกเธอไม่ได้มีความพรสวรรค์วิเศษเหนือธรรมชาติแต่อาศัยการขโมยของและสืบหาข้อมูลมาต้มเหยื่อบนเวทีจนคนดูหลงเชื่อว่าเธอสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้จริง และไฮไลท์เด็ดอีกอย่างคือหนังอ้างอิงนักมายากลที่มีตัวตนจริง ๆ นั่นก็คือ 'แฮร์รี่ ฮูดินี' มาเป็นตัวละครเอกสำหรับการเล่าเรื่องในหนัง

หนังเล่าเรื่องของ 'ฮูดินี' (Guy Pearce) นักมายากลชื่อดังที่ประกาศหาร่างทรงมาเปิดเผยประโยคสุดท้ายที่แม่พูดกับเขาก่อนตายแต่ไม่มีใครทำได้สักคน จนกระทั่ง 'แมรี่' (Catherine Zeta-Jones) ร่างทรงจำแลงได้สมัครเข้ามาพิสูจน์พร้อมด้วย 'เบนจิ' (Saoirse Ronan) ลูกสาวของเธอ ซึ่งฮูดินีก็เชื่อว่าเธอทำได้จึงท้าให้เธอมาสื่อสารกับวิญญาณแม่ของเขา

อ้างอิงจากประวัติของฮูดินี เขาบอกว่าเจ้าตัวเคยประกาศหาร่างทรงมาติดต่อกับวิญญาณแม่เขาจริง ๆ แต่ไม่มีใครทำสำเร็จแถมยังถูกเปิดโปงไม่ต่างอะไรกับกลต่าง ๆ ที่เขาเปิดโปงได้หมด ซึ่งหนังก็หยิบมุมนี้มาเล่าเป็นแนวโรแมนติกระหว่างเขากับร่างทรงที่หนังเปิดเผยภายหลังว่านางเอกหน้าตาคล้ายกับแม่ของเขาตอนสาว ๆ ส่วนนอกนั้นก็เป็นการโชว์กลสร้างชื่อเสียงให้เขาและเอาเรื่องจริงการเสียชีวิตของเขามาใส่ไว้ในหนัง

6 | The Great Magician (2011)

ย้อนไปยุคก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน 'จาง เสียน' (เหลียง เฉาเหว่ย) เป็นสุดยอดนักมายากลที่เดินทางกลับมาจากยุโรป แล้วพบว่า 'เสี่ยวอิง' อดีตคนรักของตัวเองกลายเป็นภรรยาคนที่ 7 ของ 'แม่ทัพต้าหนิง' โดยเธอยอมอยู่กับเขาเพราะคิดว่าพ่อของเธอถูกแม่ทัพจับไปขังเพื่อรีดความลับของมายากลมหัศจรรย์ แต่หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วคนร้ายตัวจริงคือ 'หลิวซาน' หัวหน้าคนรับใช้ที่สมรู้ร่วมคิดกับญี่ปุ่นเพื่อหักหลังเจ้านายของตัวเอง

โทนหนังจริง ๆ เป็นแนวมายากลผสมคอเมดี้ มีบางฉากแฟนตาซีพอสมควรพอกล้อมแกล้ม โชว์มายากลต่าง ๆ ไม่ได้ดูหวือหวาอะไรมากนักแต่ถือว่าสนุกเพลินตาดี หนังยังใช้พล็อตโชว์การแสดงกลเป็นส่วนหนึ่งของการลักพาตัวเป้าหมาย ซึ่งดูพระเอกวางแผนแล้วสนุกดี ถึงแม้ไคลแม็กซ์จะเดาได้ไม่ยากเลยก็ตาม

5 | Now You See Me 2 (2016)

"เป็นหนังทริลเลอร์มายากลที่ยังคงคอนเซ็ปต์และคีย์หลักเดิมได้เป็นอย่างดี แต่แอบผิดหวังที่บางโมเมนต์เราพอเดาทางออกบ้างแล้ว"

หลังจากเหตุการณ์การจารกรรม ณ กรุงปารีสและการหลบหนีจากการตามล่าของ FBI มา 1 ปี สี่อาชญากลกลับสู่เวทีอีกครั้งเพื่อปลดปล่อยมายากลที่ผู้คนต่างรอคอย แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อโชว์ของพวกเขากลับถูกแทรกแซง และเมื่อพวกเขาหนีลงจากดาดฟ้าอาคารในนิวยอร์กก็ต้องพบว่าตนเองไปโผล่ที่มาเก๊า ที่นั่นพวกเขาได้พบกับ 'วอลเตอร์' (Daniel Radcliffe) อัจฉริยะทางเทคโนโลยี ผู้อยู่เบื้องหลังการแทรกแซงกลซึ่งได้บังคับให้ทั้งสี่คนปฏิบัติภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้นั่นก็คือการขโมยชิพคอมพิวเตอร์ชิ้นหนึ่งที่สามารถเจาะระบบคอมพิวเตอร์ได้ทุกเครื่องบนโลก

ถ้าพูดถึงพล็อตหรือเนื้อเรื่อง บอกได้คำเดียวว่ายังคงคอนเซ็ปต์และคีย์หลักของ Now You See Me อยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเชิญชวนให้คนดูลุ้นระทึก ไปกับการสับขาหลอก และการคาดเดาไม่ค่อยจะได้คล้ายกับเทรลเลอร์ของหนังที่ออกมาตั้งแต่แรกที่บอกว่า 'อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น' อย่างไรก็ตามถ้าจะให้พูดในเชิงเทคนิคตรงนี้เราค่อนข้างแอบผิดหวังเล็กน้อยเพราะเรารู้สึกว่าเราจับทางของหนังออกบ้างหลังจากที่ดูภาคแรกไปแล้ว แต่สุดท้ายยังไงอรรถรสจุดสำคัญของหนังเรื่องนี้ก็ยังมีคงอยู่เหมือนเดิม

4 | The Illusionist (2010)

แอนิเมชันบอกเล่าช่วงตกต่ำของนักมายากลที่การแสดงของเขากลายเป็นความเชยล้าสมัย งานแสดงตามสถานที่ใหญ่ ๆ กลายเป็นพื้นที่ของวงดนตรีร็อคทันสมัย ส่วนนักมายากลแบบเขาต้องยังชีพด้วยการแสดงในผับเล็ก ๆ แต่ที่นี่เองที่เขาได้พบเด็กสาวคนหนึ่งที่เชื่อว่ามายากลของเขาคือเวทมนตร์ จนเธอได้ติดสอยห้อยตามมาเป็นแม่บ้านแม่ครัวให้เขา ซึ่งจะนำไปสู่เรื่องราวสุดสะเทือนใจ

ตัวผมเองสมัยเด็กก็เคยคิดว่มายากลคือเวทมนตร์เหมือนกันนะ เคยดูมายากลที่เสกธนบัตรใบละ 500 บาทขึ้นมาก็ร้องโอ้โห พี่เขาต้องเสกจนรวยแน่ ๆ เช่นกันกับเด็กสาวใน The Illusionist ที่มีความเชื่อเช่นนั้น เธอเชื่อว่าสิ่งของที่นักมายากลเสกขึ้นมาคือการเนรมิตได้ตามใจปรารถนา แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบากขนาดไหนในการดิ้นรนหาเงินเพื่อมาซื้อของสักชิ้นให้เธอโดยหลอกว่ามันคือมายากล

3 | Now You See Me (2013)

"สิ่งที่ตาคุณเห็น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณคิด" 
หนังว่าด้วยเรื่องราวของนักมายากลที่มากความสามารถทั้ง 4 คน ได้แก่ 'แดเนียล' (Jesse Eisenberg), 'ไวล์เดอร์' (Dave Franco), 'เมอร์ริต' (Woody Harrelson) และ 'เฮนลี่ย์' (Isla Fisher) ซึ่งแต่ละคนจะมีความสามารถพิเศษด้านมายากลแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ชำนาญด้านไพ่, ผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิต หรือแม้กระทั่งกลที่อาศัยภาพลวงตาและทริคทางวิทยาศาสตร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งทั้ง 4 คนถูกเรียกตัวให้ไปรวมตัวกันจากชายนิรนามคนหนึ่งและรู้เพียงว่ามาจาก 'เนตรภาคี' ซึ่งเป็นสมาคมเก่าแก่ของนักมายากล ต่อมาไม่นานทั้ง 4 ได้รวมตัวกันจัดแสดงมายากลที่กรุงลาสเวกัสโดยใช้ชื่อว่า 'จตุรอาชา' พร้อมเปิดตัวการแสดงมายากลและการจารกรรมเงินจากธนาคารในกรุงปารีสสู่ใจกลางลาสเวกัส และจากเหตุการณ์นี้เองทำให้เกิดการตามล่าตัว 4 จตุรอาชา อีกทั้งพวกเขายังพร้อมที่จะนำแสดงการจารกรรมและการหลบหนีในรูปแบบของมายากลให้เราได้ติดตามชมกันตลอดทั้งเรื่อ

ถ้าใครที่ไม่ค่อยชอบความ surreal หรือเกินจริงก็อาจจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ก็เป็นได้ แต่สำหรับเราคิดว่าหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แย่แถมฉลาดที่กล้านำเสนอหนังทริลเลอร์แนวจารกรรมโดยใช้มายากลมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ใครมันจะไปคิดว่ามายากล อย่างการเปิดหมวกและมีสัตว์กระโดดออกมาแบบที่เราเคยเข้าใจกันตอนเด็ก ๆ มันจะสามารถมาเรียงร้อยเรื่องราวและนำมาทำเป็นทริคในการขโมยแบบระดับชาติขนาดนี้ได้ล่ะ (แต่ก็อาจจะมีบางทริคหรือบางทฤษฎีที่เรารู้สึกว่า เอ่อออ มันจะทำได้จริงหรอ อยู่บ้างก็เถอะ) แต่เมื่อหักลบกับความน่าติดตามอย่างต่อเนื่องก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว สิ่งที่ดีและชอบอีกสิ่งหนึ่งของหนังเรื่องนี้คงไม่ใช่เพราะรูปแบบการนำเสนอที่น่าตื่นเต้นและน่าติดตาม แต่เป็นการวางลำดับเรื่องและพล็อตที่ตอนจบนั้นทำให้เราเซอร์ไพรส์ได้ไม่น้อย หนังมีการปูทางให้เราเริ่มรู้จักและคิดตามตลอดเวลาว่าชายนิรนามคือใคร? มันต้องการอะไร? เป็นแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ จนทำให้เรารู้สึกคอยติดตามในส่วนตรงนี้ไปเองแบบไม่รู้ตัว และพอเฉลยตอนจบก็เท่านั้นแหละ บู๊มมมม !! สตั๊นไปเล็กน้อยถึงปานกลาง พร้อมภาพในหัว การเรียงลำดับเรื่องราวเหตุการณ์ที่ผ่านมา มันจะค่อย ๆ ย้อนมาเรื่อย ๆ จนทำให้เราเห็นภาพตามอย่างที่หนังตั้งใจไว้ นี่แหละคือเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้

2 | The Illusionist (2006)

'ไอเซนไฮม์' (Edward Norton) ในวัยเด็กตกหลุมรักกับ 'โซฟี' (Jessica Biel) ลูกสาวของขุนนางชั้นสูงแต่ก็ถูกผู้ใหญ่กีดกันจนต้องพรากจากกันนับสิบปี ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นไอเซนไฮม์ได้ออกตระเวนท่องโลกเรียนรู้มายากลและกลับมายังเมืองเกิดอีกครั้งเพื่อทวงคนรักคืนจากเจ้าชายลีโอโพลด์ (Rufus Sewell) ด้วยการโชว์มายากลจนโด่งดังมีชื่อเสียงและใช้กลอีกครั้งเพื่อกำจัดเจ้าชายสุดชั่วร้าย

ความดีอย่างหนึ่งคือนักแสดงนำอย่างเอ็ดเวิร์ด นอร์ตันไม่ได้ใช้ CG เข้าช่วยในการแสดงมายากล แต่เขาต้องฝึกความว่องไวของมือและเทคนิคต่าง ๆ จากนักมายากลมืออาชีพซึ่งช่วยในแง่ความสมจริงอย่างมาก เช่นเดียวกับหนึ่งในกลขายของหนังเรื่องนี้คือกลต้นส้มซึ่งเรื่องจริงนั้นเป็นกลที่มีชื่อเสียงมากในช่วงศตวรรษที่ 19 และกลสร้างผีขึ้นมาบนเวทีนั้นก็ได้รับการอธิบายว่าใช้ fantascope ที่เป็นวงล้อฉายหนังโดยฉากหลังจะเป็นหมอกที่สะท้อนมาจากกระจกเงาหรือแก้วทำให้เกิดภาพลวงตาคนจริง ๆ ขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามหนังก็ไม่ได้เฉลยทุกกลให้เข้าใจในหนังจึงอดคิดไม่ได้ว่าบางกลนั้นอาจจะเป็นเทคนิคพิเศษของการใช้เวทมนตร์ CG เข้าช่วยก็เป็นได้

1 | The Prestige (2006)

หนังเล่าถึงความขัดแย้งระหว่างสองนักมายากลฝีมือดี คือ 'บอร์เดน' (Christian Bale) ที่ผูกเงื่อนจนเป็นต้นเหตุให้ภรรยาของ 'แองเจียร์' (Hugh Jackman) เสียชีวิตระหว่างแสดงกล เมื่อบอร์เดนได้คิดค้นกล The Transported Man ขึ้นมาจนโด่งดังเป็นที่นิยม ทำให้แองเจียร์หงุดหงิดใจอย่างมากเพราะเขาไม่สามารถจับผิดกลนี้ได้เลย เขาจึงหันไปพึ่งนักวิทยาศาสตร์อย่าง 'นิโคลา เทสล่า' (David Bowie) ผู้อวดอ้างว่าสามารถประดิษฐ์เครื่องย้ายมวลสารได้ 

ดีงามระดับ 10/10 ตอนดูรอบแรกก็ว้าวมากเพราะโดนหลอกหลายตลบ แต่พอมาดูรอบสองก็เลยสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าหนังมันเฉลยและบอกใบ้เราซ้ำ ๆ ย้ำอยู่ถี่มากจนเรานึกถึงคำพูดของตัวละครในหนังที่บอกว่า "คุณมองหาความลับอย่างหนึ่ง แต่คุณไม่ได้ตั้งใจหามัน เพราะคุณยินดีที่จะถูกหลอก"นี่เป็นหนังมายากลของแท้ที่ผสมยกย่องวิทยาศาสตร์ปรุงแต่งมาเป็นบทหนังเชือดเฉือนประชันกันระหว่างสองนักมายากลที่แข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน

ที่มา : หนังโปรดของข้าพเจ้า และขอบคุณรีวิวจากน้องแป้ง Chutamas T



Comments

No comment

Line @Mellow975

@Mellow975
Copyright © 2017 http://mellow975.mcot.net All Rights Reserved. Powered by Pun Corporation